วิตามินอี
วิตามินอีหรือโทโคฟีรอล (Tocopherol) มีหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดรอยแผล บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ บำรุงเม็ดเลือดแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ต้านการเสื่อมของไขมัน ปกป้องเยื่อปอด รักษาแผลไหม้ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
แหล่งอาการที่พบวิตามินอี
วิตามินอีพบในน้ำมันพืช ธัญพืช อะโวคาโด ข้าวโพด มะกอก ผัก ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียว
อาการเมื่อขาดวิตามินอี
หากขาดวิตามินอีจะพบอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนังซ้ำเขียวง่าย แก่ก่อนวัย
แผลหายช้า เส้นเลือดดำขอด หากขาดในเด็กเม็ดเลือดแดงแตก ผู้ใหญ่จะสามารถพบอาการโลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ เป็นหมัน อาจทำให้แท้งได้ มักขาดในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ที่หมอให้ออกซิเจนแล้วเด็กตาบอดเพราะอนุมูลอิสระจากออกซิเจน หากเกิดอนุมูลอิสระมากมากจะทำลายเรตินาในตา แต่สามารถป้องกันโดยการให้วิตามินอี 0.7 IU ก่อนให้ออกซิเจน
หากได้รับวิตามินอีมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานวิตามินอีสูง เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก
ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
ในผู้ชายควรได้รับวิตามินอี 300 IU (10 มิลลิกรัม) และในผู้หญิงควรได้รับ 8 มิลลิกรัม หากต้องการป้องกันเกล็ดเลือดจับตัวอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจควรได้รับปริมาณ 400 IU
| อายุ | ปริมาณวิตามินอีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน (mg) |
| แรกเกิด – 6 เดือน | 4 |
| 6 เดือน – 1 ปี | 5 |
| 1-3 ปี | 6 |
| 4-8 ปี | 7 |
| 9-13 ปี | 11 |
| วัยรุ่น- ผู้ใหญ่ | 15 |
อ้างอิง
https://pharmacy.mahidol.ac.th/
เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์.(2566).คู่มืออาหารเสริม ฉบับสมบูรณ์.กรุงเทพ;สำนักพิมพ์ เอ็มไอเอส.
