สังกะสี
สังกะสี หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Zinc (ซิงค์) เป็นแร่ธาตุในกลุ่มที่ร่างกายต้องการปริมาณน้อย หากรับประทานอาหารได้ปกติร่างกายมักจะไม่ขาด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานสังกะสีเสริม เว้นในกรณีที่ร่างกายมีปัจจัยที่ทำให้ได้รับสังกะสีไม่เพียงพอ เช่น ผู้ป่วยลำไส้อักเสบ ผู้ป่วยเบาหวานผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบ โดยเฉพาะในคนที่ควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ดื่มเหล้าผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะ แต่หากคนที่รับประทานอาหารครบถ้วนอยู่แล้ว และรับประทานสังกะสีในรูปแบบเม็ดเสริมเข้าไปอีก ร่างกายก็จะรับสังกะสีทิ้งทางอุจจาระ
ประโยชน์ของสังกะสี
- ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์ต่างๆ สังกะสีจำเป็นต่อโครงสร้างและการทำงานของเอนไซม์กว่า 300 ชนิด เอนไซม์ที่มีสังกะสีประกอบเช่น Alcohol dehydrogenase, Carbonic anhydrase และ Carboxypeptidaseจึงมีความสำคัญในกระบวนการเจริญเติบโตและพัฒนาการในเด็ก
- ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันและลดการติดเชื้อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ
- ช่วยในการทำงานของอินซูลิน และป้องกันการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระซึ่งมีมากในผู้ป่วยเบาหวาน
- จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ผม เล็บ
- ช่วยสมานแผล รักษาแผล ต้านการอักเสบ
- ลดความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ
- กระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก ลดการสลายของกระดูก
แหล่งที่พบสังกะสี
แหล่งของสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ อาหารทะเลโดยเฉพาะหอยนางรม พบได้ 75 mg ต่อปริมาณ100mg เนยแข็ง ข้าวสาลี งา อัลฟัลฟา ถั่ว ธัญพืชทั้งเมล็ด เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ในพืชจะมีสังกะสีน้อย หากธัญพืชมีการขัดสีด้วยแล้วสังกะสีจะหมดไป สังกะสีจากสัตว์จะมีมากและดูดซึมง่ายกว่าในพืชเพราะกรดอะมิโนจากการย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ช่วยในการดูดซึมสังกะสีได้ดีขึ้น และในพืชจะมีสารไฟเตตซึ่งจะยับยั้งการดูดซึมสังกะสีในลำไส้
| อาหารที่พบสังกะสี | ปริมาณ(มิลลิกรัม) |
| หอยนางรม 100 กรัม | 75 |
| ตับ 100 กรัม | 4 |
| เนื้อสัตว์ อาหารทะเล 100 กรัม | 1.5-4 |
| โยเกิร์ตครึ่งถ้วย 125 กรัม | 0.8-1.2 |
| ไข่ฟองใหญ่ 50 กรัม | 0.5 |
| งา 2 ช้อนโต๊ะ | 1.4 |
| ธัญพืช 100 กรัม | 0.4-1 |
คำแนะนำในการรับประทานเสริมสังกะสี
ปริมาณความต้องการสังกะสีของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามเพศอายุ และภาวะของร่างกาย ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดปริมาณสังกะสีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันไว้ดังตารางด้านล่าง
| อายุ | ปริมาณสังกะสีที่ร่างกายต้องการ (มิลลิกรัมต่อวัน) |
| น้อยกว่า 1 ปี | 3-5 |
| 1-10 ปี | 10 |
| 11 ปีขึ้นไป | 15 |
| สตรีมีครรภ์ | 20-25 |
| สตรีให้นมบุตร | 25-30 |
การดูดซึมสังกะสี
สังกะสีในรูปของออกไซด์ (Zinc oxide) และคาร์บอเนต (Zinc carbonate) ซึ่งละลายยากและดูดซึมไม่ดี สังกะสีในรูปกลูโคเนต (Zinc gluconate) เป็นรูปที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพิ่งมีการค้นพบไม่กี่ปีมานี้ว่าสังกะสีในรูปไกลชิเนต (Zinc glycinate) ร่างกายจะดูดซึมได้ดีที่สุด จึงเหมาะที่จะใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
อาการเมื่อขาดสังกะสีเป็นเวลานาน
1. การเจริญเติบโตของร่างกายล่าช้าในเด็ก ทำให้เด็กตัวเล็ก
2. อวัยวะเพศเด็กไม่โตขึ้นตามวัย
3. ผิวหนังมีการอักเสบเป็นผื่นแดง ระยะแรกจะเป็นรอบปากและอวัยวะเพศ ต่อมาจะลามไปที่แขนขา และพุพอง
4. การรู้รสลดน้อยลง เบื่ออาหาร
5. ผมร่วง ผมแห้งแตกปลาย เล็บเปราะ เป็นจุดขาว ผิวแห้ง
6. ตาฟางหรือตาบอดกลางคืนเหมือนกับการขาดวิตามินเอ เพราะสังกะสีมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนในรงควัตถุที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น
7. แผลหายช้า
8. ภูมิต้านทานลดลง
9.เมื่อสังกะสีในร่างกายมีระดับต่ำจะส่งผลต่อความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเบาหวาน อินซูลิน
โทษของการได้รับสังกะสีมากเกินไป
การได้รับสังกะสีในปริมาณสูงเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่แนะนำติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดทองแดงเพราะสังกะสีลดการดูดซึมเหล็กและทองแดง
ในกรณีที่บริโภคมากกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมเป็นเวลานานจะมีผลเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
หากร่างกายได้รับสังกะสีเกินกว่า 200 มิลลิกรัมจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
การรับประทานสังกะสีมากเกิน 325-650 มิลลิกรัม ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อท้อง ปวดเกร็ง ท้องร่วง หากสตรีมีครรภ์ได้รับมากเกินไปจะทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต หากได้รับปริมาณสูงกว่า4 กรัม อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
ไม่ควรรับประทานเกิน 20 มิลลิกรัมต่อวัน หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกากำหนดค่าสูงสุดของการได้รับสังกะสีไว้ที่ 40 มิลลิกรัมต่อวัน
อ้างอิง
https://pharmacy.mahidol.ac.th/
เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์.(2566).คู่มืออาหารเสริม ฉบับสมบูรณ์.กรุงเทพ;สำนักพิมพ์ เอ็มไอเอส.
