วิตามิน สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

วิตามิน (Vitamins) เป็นสารอาหารรอง หรือ Micronutrients ที่ร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่การเผาผลาญพลังงาน การสร้างเซลล์เม็ดเลือด การทำงานของระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการดูแลกระดูกและการมองเห็น

วิตามินไม่ได้ให้พลังงานโดยตรงเหมือนสารอาหารหลัก แต่หลายชนิดทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหรือช่วยการทำงานของเอนไซม์ในกระบวนการเมแทบอลิซึม หากได้รับวิตามินบางชนิดไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จึงอาจส่งผลต่อการทำงานตามปกติของร่างกายได้

มนุษย์ต้องการวิตามินที่จำเป็นทั้งหมด 13 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่ แหล่งอาหาร การดูดซึม และการสะสมในร่างกายแตกต่างกัน

วิตามินคืออะไร?

วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อยเพื่อให้กระบวนการทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ

แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินบางชนิดได้ในระดับหนึ่ง เช่น วิตามิน D ที่สามารถสร้างขึ้นในผิวหนังเมื่อได้รับรังสี UVB แต่โดยทั่วไปมนุษย์ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินต่าง ๆ ผ่านอาหารอย่างเหมาะสม

วิตามิน 13 ชนิด ได้แก่

วิตามินที่ละลายในไขมัน
Vitamin A, Vitamin D, Vitamin E และ Vitamin K

วิตามินที่ละลายในน้ำ
Vitamin C และวิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12

การแบ่งกลุ่มนี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อทั้งการดูดซึม การสะสม และความเสี่ยงจากการได้รับวิตามินมากเกินไป

วิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble vitamins)

วิตามิน A, D, E และ K สามารถละลายในไขมันและถูกดูดซึมร่วมกับไขมันจากอาหาร ร่างกายสามารถสะสมวิตามินเหล่านี้ไว้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในตับและเนื้อเยื่อไขมัน

ด้วยเหตุนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องจึงควรระมัดระวัง เพราะวิตามินบางชนิดสามารถสะสมจนเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้

Vitamin A — วิตามินเอ

วิตามิน A มีบทบาทสำคัญต่อ การมองเห็น การเจริญเติบโตและพัฒนาการ การสื่อสารระหว่างเซลล์ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการคงสภาพของเนื้อเยื่อต่าง ๆ

วิตามิน A จากอาหารมีทั้งรูปที่พร้อมนำไปใช้ เช่น retinol ซึ่งพบในอาหารจากสัตว์ และสารกลุ่ม provitamin A carotenoids เช่น beta-carotene ซึ่งพบในพืชและสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกายได้

แหล่งอาหาร: ตับ ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม แครอต ฟักทอง และผักหรือผลไม้สีเหลือง–ส้ม

การขาดวิตามิน A อย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อการมองเห็น โดยเฉพาะในที่มืด และสุขภาพของดวงตา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การได้รับ preformed vitamin A จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูงเกินไปก็อาจเกิดพิษได้เช่นกัน

Vitamin D — วิตามินดี

วิตามิน D มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ แคลเซียมและสุขภาพกระดูก โดยช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ และมีส่วนในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสเฟตที่เหมาะสมต่อกระบวนการสร้างแร่ธาตุในกระดูก

นอกจากนี้ Vitamin D ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกัน

แหล่งของวิตามิน D: ปลาที่มีไขมัน ไข่แดง อาหารที่เสริมวิตามิน D และการสร้างวิตามิน D ที่ผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม

ผู้ที่มีโอกาสได้รับวิตามิน D ไม่เพียงพออาจรวมถึงผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับแสงแดดน้อย ผู้ที่มีภาวะดูดซึมไขมันผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท โดยเฉพาะการผ่าตัดที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

Vitamin E — วิตามินอี

Vitamin E เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องส่วนประกอบของเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

แหล่งอาหาร: น้ำมันพืช ถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด และผักบางชนิด

การได้รับ Vitamin E จากอาหารตามปกติมักไม่ทำให้เกิดปัญหาจากการได้รับมากเกินไป แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขนาดสูงควรใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

Vitamin K — วิตามินเค

Vitamin K มีบทบาทสำคัญต่อ กระบวนการแข็งตัวของเลือด และเกี่ยวข้องกับโปรตีนบางชนิดที่มีหน้าที่ในกระดูก

แหล่งอาหาร: ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี รวมถึงน้ำมันพืชบางชนิด

ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด เช่น warfarin ไม่ควรปรับปริมาณ Vitamin K ในอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างกะทันหันโดยไม่ได้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจาก Vitamin K สามารถมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้

วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water-soluble vitamins)

วิตามินกลุ่มนี้ประกอบด้วย Vitamin C และวิตามิน B หลายชนิด

โดยทั่วไปวิตามินที่ละลายในน้ำจะสะสมในร่างกายได้น้อยกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน และส่วนเกินของวิตามินหลายชนิดสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ละลายในน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถรับประทานในปริมาณเท่าใดก็ได้ เพราะวิตามินบางชนิดอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์เมื่อได้รับในปริมาณสูง โดยเฉพาะจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

วิตามิน B — กลุ่มวิตามินที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม

วิตามิน B ไม่ได้หมายถึงวิตามินชนิดเดียว แต่เป็นกลุ่มวิตามินหลายชนิดที่มีหน้าที่แตกต่างกัน โดยหลายชนิดทำหน้าที่เป็น coenzyme หรือสารตั้งต้นของ coenzyme ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารและการสร้างพลังงานของเซลล์

Vitamin B1 — Thiamin

Vitamin B1 หรือไทอะมีน มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนสารอาหาร โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ให้เข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน และเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท

แหล่งอาหาร: ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อหมู ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารเสริมวิตามินบางประเภท

ภาวะขาด B1 อย่างรุนแรงสามารถส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจได้ กลุ่มที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือมีปัญหาการดูดซึมสารอาหารจึงต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

Vitamin B2 — Riboflavin

Vitamin B2 หรือ riboflavin เป็นส่วนประกอบของ coenzyme ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างพลังงานและปฏิกิริยา oxidation-reduction ภายในเซลล์

แหล่งอาหาร: นม ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ เห็ด และอาหารที่มีการเสริมวิตามิน

Vitamin B3 — Niacin

Vitamin B3 หรือ niacin เป็นส่วนประกอบของ NAD และ NADP ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึมและการสร้างพลังงานของเซลล์

แหล่งอาหาร: เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก ถั่ว ธัญพืช และอาหารที่เสริมวิตามิน

การรับประทาน niacin ขนาดสูงในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ จึงไม่ควรใช้ในขนาดสูงโดยไม่มีข้อบ่งชี้หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

Vitamin B5 — Pantothenic Acid

Vitamin B5 เป็นส่วนประกอบสำคัญของ coenzyme A ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

Vitamin B5 พบได้ในอาหารหลากหลายชนิด จึงพบภาวะขาดจากการรับประทานอาหารทั่วไปได้ไม่บ่อย

Vitamin B6 — Pyridoxine

Vitamin B6 เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์จำนวนมาก โดยเฉพาะกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน รวมถึงการสร้างสารสื่อประสาทและฮีโมโกลบิน

แหล่งอาหาร: เนื้อสัตว์ ปลา มันฝรั่ง กล้วย ถั่ว และธัญพืช

แม้จะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่การได้รับ Vitamin B6 จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบประสาทได้ จึงไม่ควรคิดว่า “ยิ่งมากยิ่งดี”

Vitamin B7 — Biotin

Biotin มีบทบาทเป็น cofactor ของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของกรดไขมัน กลูโคส และกรดอะมิโน

แหล่งอาหาร: ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารหลากหลายชนิด

ภาวะขาด biotin พบได้ไม่บ่อยในคนทั่วไปที่รับประทานอาหารหลากหลาย

สิ่งที่ควรรู้คือ การรับประทาน biotin เสริมในปริมาณสูงสามารถรบกวนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางประเภทได้ จึงควรแจ้งแพทย์หรือห้องปฏิบัติการหากกำลังรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มี biotin ในปริมาณสูง

Vitamin B9 — Folate

Folate มีความสำคัญต่อ การสังเคราะห์ DNA และ RNA การแบ่งเซลล์ และกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน

Folate เป็นชื่อของวิตามิน B9 ที่พบตามธรรมชาติในอาหาร ส่วน folic acid เป็นรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้ในอาหารเสริมและอาหารที่มีการเสริมวิตามิน

แหล่งอาหาร: ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด ไข่ และอาหารที่เสริม folic acid

Folate มีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงก่อนตั้งครรภ์และระยะแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากการได้รับ folic acid อย่างเพียงพอมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของ neural tube ในทารก

Vitamin B12 — Cobalamin

Vitamin B12 มีบทบาทต่อ การสร้างเม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์ DNA และการทำงานของระบบประสาท

Vitamin B12 พบตามธรรมชาติเป็นหลักในอาหารจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชทั้งหมดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอาหารที่เสริม B12 หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และผู้ที่ผ่านการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท อาจมีความเสี่ยงต่อการดูดซึม Vitamin B12 ลดลง

Vitamin C — วิตามินซี

Vitamin C หรือ ascorbic acid เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและเป็น cofactor ของเอนไซม์หลายชนิด

Vitamin C มีความสำคัญต่อการสร้าง collagen ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme จากอาหารจากพืช

แหล่งอาหาร: ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูล citrus พริกหวาน มะเขือเทศ บรอกโคลี และผักผลไม้สดหลายชนิด

การรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายเป็นประจำจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการได้รับ Vitamin C อย่างเพียงพอ

ร่างกายต้องการวิตามินมากแค่ไหน?

ความต้องการวิตามินไม่ได้เท่ากันทุกคน แต่แตกต่างตามหลายปัจจัย เช่น

  • อายุและเพศ
  • การตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • รูปแบบการรับประทานอาหาร
  • ภาวะสุขภาพ
  • การใช้ยาบางชนิด
  • ความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร
  • การผ่าตัดระบบทางเดินอาหารบางประเภท

ดังนั้น การเลือกรับประทานวิตามินไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “วิตามินชนิดนี้ดีหรือไม่” แต่ควรพิจารณาว่า แต่ละคนจำเป็นต้องได้รับเท่าใด และได้รับจากอาหารอยู่แล้วมากน้อยเพียงใด

อาหารควรเป็นแหล่งวิตามินหลัก

สำหรับคนทั่วไป การรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการควรเป็นพื้นฐานสำคัญในการได้รับวิตามินและแร่ธาตุ

WHO แนะนำรูปแบบอาหารที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เมล็ดพืช และแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม เพราะความหลากหลายของอาหารช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ

อาหารหนึ่งชนิดไม่จำเป็นต้องให้วิตามินครบทุกชนิด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตามหา “Superfood” เพียงชนิดเดียว แต่คือ ความหลากหลายของอาหารที่รับประทานเป็นประจำ

แล้วจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริมหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม

หากรับประทานอาหารได้หลากหลายและได้รับสารอาหารเพียงพอ ความต้องการวิตามินส่วนใหญ่ควรมาจากอาหารเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินอาจมีบทบาทในบางสถานการณ์ เช่น

  • มีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร
  • มีภาวะขาดวิตามินที่ได้รับการตรวจหรือประเมินแล้ว
  • ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงที่มีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น
  • รับประทานอาหารบางรูปแบบที่อาจขาดสารอาหารเฉพาะชนิด
  • มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร
  • ผ่านการผ่าตัดระบบทางเดินอาหารหรือผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท
  • ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นักกำหนดอาหาร หรือเภสัชกร

การรับประทานวิตามินเสริมจึงควรมีเหตุผลด้านโภชนาการหรือสุขภาพรองรับ มากกว่าการรับประทานในปริมาณสูงโดยคาดหวังว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้นเสมอ

วิตามินมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าดีกว่า

คำว่า “วิตามิน” อาจทำให้รู้สึกว่าเป็นสารที่ปลอดภัยเสมอ แต่ในทางโภชนาการ ทั้งการได้รับน้อยเกินไปและมากเกินไปต่างสามารถเป็นปัญหาได้

วิตามินที่ละลายในไขมันบางชนิดสามารถสะสมในร่างกาย ขณะที่วิตามินที่ละลายในน้ำบางชนิดก็สามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์เมื่อได้รับในปริมาณสูง

นอกจากนี้ วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดสามารถมีปฏิกิริยากับยา หรือรบกวนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการได้

ดังนั้น ก่อนรับประทานวิตามินขนาดสูงหรือรับประทานผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกัน ควรตรวจสอบปริมาณสารอาหารรวมจากทุกผลิตภัณฑ์ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาเป็นประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

สรุป

วิตามินเป็นสารอาหารรองที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกายจำนวนมาก

วิตามินที่จำเป็นมีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน 4 ชนิด ได้แก่ A, D, E และ K และวิตามินที่ละลายในน้ำ 9 ชนิด ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B อีก 8 ชนิด

แนวทางที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไปคือรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากอาหารเป็นพื้นฐาน ส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินควรพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล

เพราะเป้าหมายของโภชนาการที่ดีไม่ใช่การได้รับวิตามิน “ให้มากที่สุด” แต่คือ การได้รับอย่างเพียงพอ เหมาะสม และสมดุลกับความต้องการของร่างกาย

FAQ คำถามที่พบบ่อย

วิตามินมีกี่ชนิด?

วิตามินที่จำเป็นต่อมนุษย์มี 13 ชนิด แบ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน 4 ชนิด ได้แก่ A, D, E และ K และวิตามินที่ละลายในน้ำ 9 ชนิด ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B 8 ชนิด

วิตามินให้พลังงานหรือไม่?

วิตามินไม่ให้พลังงานโดยตรงเหมือนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่วิตามินหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่ร่างกายใช้สารอาหารเหล่านั้นเพื่อสร้างพลังงาน

วิตามินที่ละลายในไขมันมีอะไรบ้าง?

ได้แก่ Vitamin A, D, E และ K วิตามินกลุ่มนี้ดูดซึมร่วมกับไขมันและสามารถสะสมในร่างกายได้ จึงควรระมัดระวังการรับประทานในปริมาณสูงจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

วิตามินที่ละลายในน้ำมีอะไรบ้าง?

ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B ได้แก่ B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12

รับประทานอาหารครบแล้วจำเป็นต้องกินวิตามินเสริมหรือไม่?

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากรับประทานอาหารหลากหลายและได้รับสารอาหารเพียงพอ อาหารควรเป็นแหล่งสารอาหารหลัก อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีความต้องการเฉพาะหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล

วิตามินรับประทานมาก ๆ ได้หรือไม่?

ไม่ควร การได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไปสามารถทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ โดยเฉพาะการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขนาดสูงเป็นเวลานาน จึงควรรับประทานตามปริมาณที่เหมาะสมและพิจารณาสารอาหารที่ได้รับจากแหล่งอื่นร่วมด้วย

References

  1. World Health Organization. Healthy diet. WHO; 2026.
  2. World Health Organization. Micronutrients. WHO.
  3. World Health Organization & Food and Agriculture Organization of the United Nations. What are healthy diets? WHO; 2024.
  4. World Health Organization & Food and Agriculture Organization of the United Nations. Vitamin and Mineral Requirements in Human Nutrition. 2nd ed. WHO; 2004.
  5. National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. Dietary Reference Intakes. National Academies Press.
  6. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin and Mineral Supplement Fact Sheets.
  7. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin A and Carotenoids: Fact Sheet for Health Professionals.
  8. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin D: Fact Sheet for Health Professionals.
  9. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Folate: Fact Sheet for Health Professionals.

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหาร