วิตามิน สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

วิตามิน (Vitamins) เป็นสารอาหารรอง หรือ Micronutrients ที่ร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่การเผาผลาญพลังงาน การสร้างเซลล์เม็ดเลือด การทำงานของระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการดูแลกระดูกและการมองเห็น
วิตามินไม่ได้ให้พลังงานโดยตรงเหมือนสารอาหารหลัก แต่หลายชนิดทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหรือช่วยการทำงานของเอนไซม์ในกระบวนการเมแทบอลิซึม หากได้รับวิตามินบางชนิดไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จึงอาจส่งผลต่อการทำงานตามปกติของร่างกายได้
มนุษย์ต้องการวิตามินที่จำเป็นทั้งหมด 13 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่ แหล่งอาหาร การดูดซึม และการสะสมในร่างกายแตกต่างกัน
วิตามินคืออะไร?

วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อยเพื่อให้กระบวนการทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ
แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินบางชนิดได้ในระดับหนึ่ง เช่น วิตามิน D ที่สามารถสร้างขึ้นในผิวหนังเมื่อได้รับรังสี UVB แต่โดยทั่วไปมนุษย์ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินต่าง ๆ ผ่านอาหารอย่างเหมาะสม
วิตามิน 13 ชนิด ได้แก่

วิตามินที่ละลายในไขมัน
Vitamin A, Vitamin D, Vitamin E และ Vitamin K
วิตามินที่ละลายในน้ำ
Vitamin C และวิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12
การแบ่งกลุ่มนี้มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อทั้งการดูดซึม การสะสม และความเสี่ยงจากการได้รับวิตามินมากเกินไป
วิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble vitamins)

วิตามิน A, D, E และ K สามารถละลายในไขมันและถูกดูดซึมร่วมกับไขมันจากอาหาร ร่างกายสามารถสะสมวิตามินเหล่านี้ไว้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในตับและเนื้อเยื่อไขมัน
ด้วยเหตุนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องจึงควรระมัดระวัง เพราะวิตามินบางชนิดสามารถสะสมจนเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้
Vitamin A — วิตามินเอ
วิตามิน A มีบทบาทสำคัญต่อ การมองเห็น การเจริญเติบโตและพัฒนาการ การสื่อสารระหว่างเซลล์ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการคงสภาพของเนื้อเยื่อต่าง ๆ
วิตามิน A จากอาหารมีทั้งรูปที่พร้อมนำไปใช้ เช่น retinol ซึ่งพบในอาหารจากสัตว์ และสารกลุ่ม provitamin A carotenoids เช่น beta-carotene ซึ่งพบในพืชและสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกายได้
แหล่งอาหาร: ตับ ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม แครอต ฟักทอง และผักหรือผลไม้สีเหลือง–ส้ม
การขาดวิตามิน A อย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อการมองเห็น โดยเฉพาะในที่มืด และสุขภาพของดวงตา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การได้รับ preformed vitamin A จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูงเกินไปก็อาจเกิดพิษได้เช่นกัน
Vitamin D — วิตามินดี
วิตามิน D มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ แคลเซียมและสุขภาพกระดูก โดยช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ และมีส่วนในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสเฟตที่เหมาะสมต่อกระบวนการสร้างแร่ธาตุในกระดูก
นอกจากนี้ Vitamin D ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกัน
แหล่งของวิตามิน D: ปลาที่มีไขมัน ไข่แดง อาหารที่เสริมวิตามิน D และการสร้างวิตามิน D ที่ผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม
ผู้ที่มีโอกาสได้รับวิตามิน D ไม่เพียงพออาจรวมถึงผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับแสงแดดน้อย ผู้ที่มีภาวะดูดซึมไขมันผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท โดยเฉพาะการผ่าตัดที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร
Vitamin E — วิตามินอี
Vitamin E เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องส่วนประกอบของเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
แหล่งอาหาร: น้ำมันพืช ถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด และผักบางชนิด
การได้รับ Vitamin E จากอาหารตามปกติมักไม่ทำให้เกิดปัญหาจากการได้รับมากเกินไป แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขนาดสูงควรใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาบางประเภท เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
Vitamin K — วิตามินเค
Vitamin K มีบทบาทสำคัญต่อ กระบวนการแข็งตัวของเลือด และเกี่ยวข้องกับโปรตีนบางชนิดที่มีหน้าที่ในกระดูก
แหล่งอาหาร: ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี รวมถึงน้ำมันพืชบางชนิด
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด เช่น warfarin ไม่ควรปรับปริมาณ Vitamin K ในอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างกะทันหันโดยไม่ได้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจาก Vitamin K สามารถมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้
วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water-soluble vitamins)

วิตามินกลุ่มนี้ประกอบด้วย Vitamin C และวิตามิน B หลายชนิด
โดยทั่วไปวิตามินที่ละลายในน้ำจะสะสมในร่างกายได้น้อยกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน และส่วนเกินของวิตามินหลายชนิดสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ละลายในน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถรับประทานในปริมาณเท่าใดก็ได้ เพราะวิตามินบางชนิดอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์เมื่อได้รับในปริมาณสูง โดยเฉพาะจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
วิตามิน B — กลุ่มวิตามินที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม
วิตามิน B ไม่ได้หมายถึงวิตามินชนิดเดียว แต่เป็นกลุ่มวิตามินหลายชนิดที่มีหน้าที่แตกต่างกัน โดยหลายชนิดทำหน้าที่เป็น coenzyme หรือสารตั้งต้นของ coenzyme ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารและการสร้างพลังงานของเซลล์
Vitamin B1 — Thiamin
Vitamin B1 หรือไทอะมีน มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนสารอาหาร โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ให้เข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน และเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท
แหล่งอาหาร: ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อหมู ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารเสริมวิตามินบางประเภท
ภาวะขาด B1 อย่างรุนแรงสามารถส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจได้ กลุ่มที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือมีปัญหาการดูดซึมสารอาหารจึงต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
Vitamin B2 — Riboflavin
Vitamin B2 หรือ riboflavin เป็นส่วนประกอบของ coenzyme ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างพลังงานและปฏิกิริยา oxidation-reduction ภายในเซลล์
แหล่งอาหาร: นม ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ เห็ด และอาหารที่มีการเสริมวิตามิน
Vitamin B3 — Niacin
Vitamin B3 หรือ niacin เป็นส่วนประกอบของ NAD และ NADP ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึมและการสร้างพลังงานของเซลล์
แหล่งอาหาร: เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก ถั่ว ธัญพืช และอาหารที่เสริมวิตามิน
การรับประทาน niacin ขนาดสูงในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ จึงไม่ควรใช้ในขนาดสูงโดยไม่มีข้อบ่งชี้หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
Vitamin B5 — Pantothenic Acid
Vitamin B5 เป็นส่วนประกอบสำคัญของ coenzyme A ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
Vitamin B5 พบได้ในอาหารหลากหลายชนิด จึงพบภาวะขาดจากการรับประทานอาหารทั่วไปได้ไม่บ่อย
Vitamin B6 — Pyridoxine
Vitamin B6 เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์จำนวนมาก โดยเฉพาะกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน รวมถึงการสร้างสารสื่อประสาทและฮีโมโกลบิน
แหล่งอาหาร: เนื้อสัตว์ ปลา มันฝรั่ง กล้วย ถั่ว และธัญพืช
แม้จะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่การได้รับ Vitamin B6 จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อระบบประสาทได้ จึงไม่ควรคิดว่า “ยิ่งมากยิ่งดี”
Vitamin B7 — Biotin
Biotin มีบทบาทเป็น cofactor ของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของกรดไขมัน กลูโคส และกรดอะมิโน
แหล่งอาหาร: ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ ถั่ว เมล็ดพืช และอาหารหลากหลายชนิด
ภาวะขาด biotin พบได้ไม่บ่อยในคนทั่วไปที่รับประทานอาหารหลากหลาย
สิ่งที่ควรรู้คือ การรับประทาน biotin เสริมในปริมาณสูงสามารถรบกวนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางประเภทได้ จึงควรแจ้งแพทย์หรือห้องปฏิบัติการหากกำลังรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มี biotin ในปริมาณสูง
Vitamin B9 — Folate
Folate มีความสำคัญต่อ การสังเคราะห์ DNA และ RNA การแบ่งเซลล์ และกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน
Folate เป็นชื่อของวิตามิน B9 ที่พบตามธรรมชาติในอาหาร ส่วน folic acid เป็นรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้ในอาหารเสริมและอาหารที่มีการเสริมวิตามิน
แหล่งอาหาร: ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด ไข่ และอาหารที่เสริม folic acid
Folate มีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงก่อนตั้งครรภ์และระยะแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากการได้รับ folic acid อย่างเพียงพอมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของ neural tube ในทารก
Vitamin B12 — Cobalamin
Vitamin B12 มีบทบาทต่อ การสร้างเม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์ DNA และการทำงานของระบบประสาท
Vitamin B12 พบตามธรรมชาติเป็นหลักในอาหารจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชทั้งหมดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอาหารที่เสริม B12 หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และผู้ที่ผ่านการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท อาจมีความเสี่ยงต่อการดูดซึม Vitamin B12 ลดลง
Vitamin C — วิตามินซี
Vitamin C หรือ ascorbic acid เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและเป็น cofactor ของเอนไซม์หลายชนิด
Vitamin C มีความสำคัญต่อการสร้าง collagen ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme จากอาหารจากพืช
แหล่งอาหาร: ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูล citrus พริกหวาน มะเขือเทศ บรอกโคลี และผักผลไม้สดหลายชนิด
การรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายเป็นประจำจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการได้รับ Vitamin C อย่างเพียงพอ
ร่างกายต้องการวิตามินมากแค่ไหน?
ความต้องการวิตามินไม่ได้เท่ากันทุกคน แต่แตกต่างตามหลายปัจจัย เช่น
- อายุและเพศ
- การตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- รูปแบบการรับประทานอาหาร
- ภาวะสุขภาพ
- การใช้ยาบางชนิด
- ความสามารถในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร
- การผ่าตัดระบบทางเดินอาหารบางประเภท
ดังนั้น การเลือกรับประทานวิตามินไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “วิตามินชนิดนี้ดีหรือไม่” แต่ควรพิจารณาว่า แต่ละคนจำเป็นต้องได้รับเท่าใด และได้รับจากอาหารอยู่แล้วมากน้อยเพียงใด
อาหารควรเป็นแหล่งวิตามินหลัก

สำหรับคนทั่วไป การรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการควรเป็นพื้นฐานสำคัญในการได้รับวิตามินและแร่ธาตุ
WHO แนะนำรูปแบบอาหารที่หลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เมล็ดพืช และแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม เพราะความหลากหลายของอาหารช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ
อาหารหนึ่งชนิดไม่จำเป็นต้องให้วิตามินครบทุกชนิด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตามหา “Superfood” เพียงชนิดเดียว แต่คือ ความหลากหลายของอาหารที่รับประทานเป็นประจำ
แล้วจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริมหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม
หากรับประทานอาหารได้หลากหลายและได้รับสารอาหารเพียงพอ ความต้องการวิตามินส่วนใหญ่ควรมาจากอาหารเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินอาจมีบทบาทในบางสถานการณ์ เช่น
- มีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร
- มีภาวะขาดวิตามินที่ได้รับการตรวจหรือประเมินแล้ว
- ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงที่มีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น
- รับประทานอาหารบางรูปแบบที่อาจขาดสารอาหารเฉพาะชนิด
- มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร
- ผ่านการผ่าตัดระบบทางเดินอาหารหรือผ่าตัดลดน้ำหนักบางประเภท
- ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นักกำหนดอาหาร หรือเภสัชกร
การรับประทานวิตามินเสริมจึงควรมีเหตุผลด้านโภชนาการหรือสุขภาพรองรับ มากกว่าการรับประทานในปริมาณสูงโดยคาดหวังว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้นเสมอ
วิตามินมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าดีกว่า
คำว่า “วิตามิน” อาจทำให้รู้สึกว่าเป็นสารที่ปลอดภัยเสมอ แต่ในทางโภชนาการ ทั้งการได้รับน้อยเกินไปและมากเกินไปต่างสามารถเป็นปัญหาได้
วิตามินที่ละลายในไขมันบางชนิดสามารถสะสมในร่างกาย ขณะที่วิตามินที่ละลายในน้ำบางชนิดก็สามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์เมื่อได้รับในปริมาณสูง
นอกจากนี้ วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดสามารถมีปฏิกิริยากับยา หรือรบกวนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการได้
ดังนั้น ก่อนรับประทานวิตามินขนาดสูงหรือรับประทานผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกัน ควรตรวจสอบปริมาณสารอาหารรวมจากทุกผลิตภัณฑ์ และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาเป็นประจำ ตั้งครรภ์ หรือมีภาวะที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร
สรุป
วิตามินเป็นสารอาหารรองที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกายจำนวนมาก
วิตามินที่จำเป็นมีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน 4 ชนิด ได้แก่ A, D, E และ K และวิตามินที่ละลายในน้ำ 9 ชนิด ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B อีก 8 ชนิด
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไปคือรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากอาหารเป็นพื้นฐาน ส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินควรพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล
เพราะเป้าหมายของโภชนาการที่ดีไม่ใช่การได้รับวิตามิน “ให้มากที่สุด” แต่คือ การได้รับอย่างเพียงพอ เหมาะสม และสมดุลกับความต้องการของร่างกาย
FAQ คำถามที่พบบ่อย
วิตามินมีกี่ชนิด?
วิตามินที่จำเป็นต่อมนุษย์มี 13 ชนิด แบ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน 4 ชนิด ได้แก่ A, D, E และ K และวิตามินที่ละลายในน้ำ 9 ชนิด ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B 8 ชนิด
วิตามินให้พลังงานหรือไม่?
วิตามินไม่ให้พลังงานโดยตรงเหมือนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่วิตามินหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่ร่างกายใช้สารอาหารเหล่านั้นเพื่อสร้างพลังงาน
วิตามินที่ละลายในไขมันมีอะไรบ้าง?
ได้แก่ Vitamin A, D, E และ K วิตามินกลุ่มนี้ดูดซึมร่วมกับไขมันและสามารถสะสมในร่างกายได้ จึงควรระมัดระวังการรับประทานในปริมาณสูงจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
วิตามินที่ละลายในน้ำมีอะไรบ้าง?
ได้แก่ Vitamin C และวิตามิน B ได้แก่ B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9 และ B12
รับประทานอาหารครบแล้วจำเป็นต้องกินวิตามินเสริมหรือไม่?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากรับประทานอาหารหลากหลายและได้รับสารอาหารเพียงพอ อาหารควรเป็นแหล่งสารอาหารหลัก อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีความต้องการเฉพาะหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
วิตามินรับประทานมาก ๆ ได้หรือไม่?
ไม่ควร การได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไปสามารถทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ โดยเฉพาะการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขนาดสูงเป็นเวลานาน จึงควรรับประทานตามปริมาณที่เหมาะสมและพิจารณาสารอาหารที่ได้รับจากแหล่งอื่นร่วมด้วย
References
- World Health Organization. Healthy diet. WHO; 2026.
- World Health Organization. Micronutrients. WHO.
- World Health Organization & Food and Agriculture Organization of the United Nations. What are healthy diets? WHO; 2024.
- World Health Organization & Food and Agriculture Organization of the United Nations. Vitamin and Mineral Requirements in Human Nutrition. 2nd ed. WHO; 2004.
- National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. Dietary Reference Intakes. National Academies Press.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin and Mineral Supplement Fact Sheets.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin A and Carotenoids: Fact Sheet for Health Professionals.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin D: Fact Sheet for Health Professionals.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Folate: Fact Sheet for Health Professionals.
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหาร
