อ่านฉลากอาหารเสริมอย่างไร? 7 จุดสำคัญที่ควรดูก่อนเลือกซื้อ

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในท้องตลาดมีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน กรดอะมิโน ไปจนถึงสารสกัดจากพืช แต่การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมไม่ควรพิจารณาเพียงชื่อผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หรือข้อความโฆษณาด้านหน้าเท่านั้น

ข้อมูลสำคัญจำนวนมากอยู่ที่ “ฉลากผลิตภัณฑ์”

การอ่านฉลากให้เป็นช่วยให้เราทราบว่า ผลิตภัณฑ์นั้นคืออะไร มีส่วนประกอบสำคัญอะไร ปริมาณเท่าใด ควรรับประทานอย่างไร มีคำเตือนอะไร และสามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้หรือไม่

มาดูกันว่า ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหนึ่งชิ้น เราควรอ่านอะไรบ้าง

1. เริ่มจากชื่อผลิตภัณฑ์และประเภทของอาหาร

สิ่งแรกที่ควรดูคือ ชื่ออาหารและประเภทของผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมีข้อมูลบนฉลากที่ทำให้ผู้บริโภคทราบว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ไม่ควรตีความผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่าเป็นยา หรือใช้ทดแทนการรักษาโรค

ตามข้อกำหนดของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีข้อความสำคัญ เช่น

“ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค”

รวมถึงข้อความเกี่ยวกับการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ และคำเตือนสำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์ตามที่กฎหมายกำหนด (Exfood)

ดังนั้น หากพบผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าอาหารเสริมสามารถ “รักษา” “ป้องกัน” หรือใช้แทนการรักษาโรคได้ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ

2. ตรวจเลขสารบบอาหาร หรือเลข อย.

อีกจุดที่ควรสังเกตคือ เลขสารบบอาหาร ซึ่งมักเรียกกันทั่วไปว่า “เลข อย.”

เลขสารบบอาหารของไทยประกอบด้วยตัวเลข 13 หลัก และใช้เป็นข้อมูลสำหรับตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในระบบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA Food)

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ

การมีเลข อย. ไม่ได้หมายความว่า อย. รับรองคำโฆษณาหรือรับรองว่าผลิตภัณฑ์สามารถรักษาโรคได้

เลขสารบบอาหารเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตผลิตภัณฑ์ตามระบบกำกับดูแลอาหาร ขณะที่การกล่าวอ้างหรือการโฆษณายังต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก

ผู้บริโภคสามารถนำเลขบนฉลากไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของ อย. และควรตรวจดูว่า ชื่อผลิตภัณฑ์ที่ค้นพบตรงกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมือหรือไม่ อย. ยังมีช่องทางตรวจสอบผ่าน LINE @FDAThai โดยสามารถเลือกเมนูตรวจสอบเลขผลิตภัณฑ์ได้ (FDA Food)

3. อ่าน “ส่วนประกอบสำคัญ” ไม่ใช่ดูแค่ชื่อสารด้านหน้ากล่อง

นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการอ่านฉลากอาหารเสริม

ผลิตภัณฑ์สองยี่ห้ออาจเขียนด้านหน้ากล่องเหมือนกันว่า

“Vitamin B12”

แต่เมื่อพลิกดูฉลากด้านหลัง อาจพบว่าปริมาณวิตามินบี 12 ต่อหน่วยบริโภคแตกต่างกันมาก

ดังนั้นอย่าหยุดอ่านเพียงว่า “มีอะไร”

แต่ควรดูต่อว่า

“มีเท่าไร”

สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย. กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการแสดงชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญ รวมถึงส่วนประกอบที่มีการกล่าวอ้างคุณประโยชน์บนฉลาก (FDA Food)

ตัวอย่างเช่น หากฉลากระบุ

Vitamin B12 — 500 mcg
Vitamin B1 — 50 mg
Zinc — 15 mg

ตัวเลขเหล่านี้ให้ข้อมูลมากกว่าการเห็นคำว่า “วิตามินบีรวมและซิงก์” เพียงอย่างเดียว

เพราะในการประเมินผลิตภัณฑ์ เราจำเป็นต้องพิจารณาทั้ง ชนิดของสารอาหารและปริมาณที่ได้รับจริง

4. ดูปริมาณ “ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ให้ถูกต้อง

จุดนี้เป็นจุดที่คนอ่านฉลากพลาดได้ง่าย

สมมติผลิตภัณฑ์หนึ่งระบุว่า

Serving Size: 2 Capsules

และมี Magnesium 200 mg ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

นั่นหมายความว่า ปริมาณ 200 mg ดังกล่าวอ้างอิงจากการรับประทาน 2 แคปซูล ไม่ใช่ 1 แคปซูล

หากรับประทานเพียงหนึ่งแคปซูล ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เท่ากับตัวเลขที่เห็นในหนึ่งหน่วยบริโภค

ดังนั้นทุกครั้งที่อ่านตัวเลขสารอาหาร ให้ถามตัวเองก่อนว่า

“ตัวเลขนี้คิดจากกี่เม็ด กี่แคปซูล หรือกี่ซอง?”

การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์โดยดูเฉพาะตัวเลขด้านหน้าฉลากโดยไม่ดูหน่วยบริโภค อาจทำให้เปรียบเทียบผิดได้

5. แยกให้ออกระหว่าง “ส่วนประกอบ” กับ “ข้อมูลโภชนาการ”

สองส่วนนี้อาจดูคล้ายกัน แต่มีความหมายต่างกัน

ส่วนประกอบสำคัญ บอกว่าผลิตภัณฑ์มีสารอะไรและในปริมาณเท่าใดตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น

ส่วน ฉลากโภชนาการ เป็นการแสดงข้อมูลพลังงานและสารอาหารตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 เรื่องฉลากโภชนาการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผลิตภัณฑ์เดิมบางกรณีจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 (FDA Food)

นอกจากนี้ หากผลิตภัณฑ์มีการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับชนิดหรือปริมาณสารอาหารในลักษณะที่เข้าข่ายการกล่าวอ้างทางโภชนาการ ก็อาจมีข้อกำหนดให้แสดงฉลากโภชนาการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย (FDA Food)

เพราะฉะนั้น การไม่เห็นตารางโภชนาการบนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าฉลากนั้นผิดกฎหมาย ต้องพิจารณาตามประเภทผลิตภัณฑ์และลักษณะการกล่าวอ้างด้วย

6. อ่านวิธีรับประทานและคำเตือนทุกครั้ง

เมื่อเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลายคนสนใจว่า “มีสารอะไร” แต่กลับไม่ได้อ่านว่า ควรรับประทานอย่างไร

ฉลากอาจระบุข้อมูล เช่น

วันละกี่ครั้ง
ครั้งละกี่แคปซูลหรือกี่เม็ด
รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร
คำแนะนำในการเก็บรักษา
คำเตือนเฉพาะของส่วนประกอบบางชนิด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางสูตรอาจมีข้อกำหนดคำเตือนเพิ่มเติมตามชนิดของส่วนประกอบ จึงไม่ควรคิดว่าคำเตือนของอาหารเสริมทุกชนิดเหมือนกันทั้งหมด (FDA Food)

โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ มีโรคประจำตัว หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดพร้อมกัน ควรตรวจสอบว่าส่วนประกอบต่าง ๆ ซ้ำกันหรือมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่หรือไม่

หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน

7. ตรวจวันผลิต วันหมดอายุ และข้อมูลผู้ผลิต

ก่อนซื้ออย่าลืมดูข้อมูลพื้นฐานอีกชุดหนึ่ง ได้แก่

วันผลิต (MFG)
วันหมดอายุหรือควรบริโภคก่อน (EXP / Best Before)
เลขครั้งที่ผลิตหรือ Lot No. หากมี
ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ผู้แบ่งบรรจุ หรือผู้นำเข้า
ปริมาณสุทธิ
ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ในกรณีที่เกี่ยวข้อง
คำแนะนำในการเก็บรักษา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 กำหนดรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการแสดงฉลากอาหารในภาชนะบรรจุ เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ปริมาณอาหาร ส่วนประกอบสำคัญ ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และข้อมูลวันที่ที่เกี่ยวข้อง (FDA Food)

หากผลิตภัณฑ์หมดอายุ บรรจุภัณฑ์เสียหาย ซีลเปิด หรือสภาพผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากปกติ ไม่ควรรับประทาน แม้ว่าข้อมูลอื่นบนฉลากจะดูครบถ้วนก็ตาม

อย่าดูแค่เปอร์เซ็นต์สูงที่สุด

เวลาเลือกวิตามิน หลายคนมักเปรียบเทียบว่า

“ยี่ห้อไหนให้เปอร์เซ็นต์สูงกว่า?”

แต่ตัวเลขสูงกว่าไม่ได้หมายความว่าเหมาะสมกว่าสำหรับทุกคน

สารอาหารแต่ละชนิดมีความต้องการแตกต่างกัน และบางชนิดหากได้รับจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายตัวรวมกัน อาจทำให้ได้รับในปริมาณสูงเกินความจำเป็นได้

ดังนั้นการเลือกอาหารเสริมควรพิจารณาจาก

ความต้องการของร่างกาย + อาหารที่รับประทาน + ปริมาณจากอาหารเสริม + ภาวะสุขภาพและยาที่ใช้อยู่

มากกว่าการเลือกจากตัวเลขที่สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว

ระวังคำโฆษณาที่ดูดีเกินจริง

ฉลากและโฆษณาเป็นคนละเรื่องที่ควรตรวจสอบควบคู่กัน

หากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีข้อความในลักษณะ เช่น รักษาโรค ป้องกันโรค หรือกล่าวอ้างผลทางการรักษาอย่างชัดเจน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

อย. ระบุว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา และไม่สามารถกล่าวอ้างสรรพคุณในการบำบัด บรรเทา หรือป้องกันโรคในลักษณะของยาได้ (กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค)

ดังนั้น ก่อนเชื่อข้อความจากโฆษณา อินฟลูเอนเซอร์ หรือโพสต์บน Social Media ควรกลับมาอ่านข้อมูลที่ฉลากและตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์จากแหล่งทางการก่อนเสมอ

สรุป: สูตรอ่านฉลากอาหารเสริมใน 30 วินาที

ถ้ามีเวลาไม่มาก ให้ตรวจอย่างน้อย 7 จุดนี้

  1. ผลิตภัณฑ์คืออะไร — ดูชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์
  2. ตรวจสอบได้หรือไม่ — ดูเลขสารบบอาหารและนำไปตรวจสอบกับ อย.
  3. มีอะไรอยู่ในสูตร — อ่านส่วนประกอบสำคัญ
  4. มีเท่าไร — ดูปริมาณของสารสำคัญ
  5. ตัวเลขคิดจากกี่เม็ด — ตรวจหน่วยบริโภค
  6. กินอย่างไรและต้องระวังอะไร — อ่านวิธีรับประทานและคำเตือน
  7. ยังอยู่ในสภาพเหมาะสมหรือไม่ — ตรวจวันหมดอายุ ผู้ผลิต และบรรจุภัณฑ์

จำง่าย ๆ ว่า

“อะไร — เท่าไร — กี่เม็ด — กินอย่างไร — ระวังอะไร — หมดอายุเมื่อไร — ตรวจสอบได้ไหม”

เพียงเท่านี้ การอ่านฉลากก็จะไม่ใช่แค่การมองหาคำว่า Vitamin หรือ Mineral แต่เป็นการใช้ข้อมูลบนฉลากเพื่อประกอบการเลือกผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมมากขึ้น

FAQ คำถามที่พบบ่อย

มีเลข อย. แปลว่าผลิตภัณฑ์นี้มีประสิทธิภาพแน่นอนหรือไม่?

ไม่ควรตีความเช่นนั้น เลขสารบบอาหารใช้สำหรับระบุและตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ในระบบกำกับดูแลของ อย. ไม่ได้หมายความว่า อย. รับรองข้อความโฆษณาทุกข้อความ หรือรับรองว่าผลิตภัณฑ์สามารถรักษาโรคได้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังต้องแสดงข้อความว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรคตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (FDA Food)

ทำไมอาหารเสริมบางตัวไม่มีตาราง Nutrition Facts?

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีข้อกำหนดเฉพาะเกี่ยวกับการแสดงส่วนประกอบสำคัญ ขณะที่การแสดงฉลากโภชนาการขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และลักษณะการแสดงข้อมูลหรือการกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์นั้น จึงไม่ควรตัดสินจากการมีหรือไม่มีตาราง Nutrition Facts เพียงอย่างเดียว (FDA Food)

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินปริมาณสูงที่สุดหรือไม่?

ไม่จำเป็น ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของสารอาหาร อาหารที่รับประทาน ภาวะโภชนาการ อายุ ภาวะสุขภาพ ยาที่ใช้ และเหตุผลที่ต้องการเสริมสารอาหารนั้น การได้รับมากกว่าความต้องการไม่ได้หมายความว่าจะให้ประโยชน์มากขึ้นเสมอไป

สามารถรับประทานอาหารเสริมหลายชนิดพร้อมกันได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบและปริมาณของแต่ละผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบว่าสารอาหารหรือสารสำคัญซ้ำกันหรือไม่ รวมถึงพิจารณาปฏิกิริยาระหว่างอาหารเสริมกับยา หากใช้ยาประจำ มีโรคประจำตัว หรือจำเป็นต้องรับประทานผลิตภัณฑ์หลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ถ้าตรวจเลข อย. แล้วพบข้อมูล ต้องตรวจอะไรต่อ?

ควรตรวจว่าชื่อผลิตภัณฑ์และรายละเอียดที่พบในระบบสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่กำลังเลือกซื้อ จากนั้นจึงอ่านส่วนประกอบ ปริมาณต่อหน่วยบริโภค วิธีรับประทาน คำเตือน วันหมดอายุ และข้อมูลผู้ผลิตประกอบกัน ไม่ควรใช้เลข อย. เป็นเกณฑ์เดียวในการเลือกผลิตภัณฑ์

References

  1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ. (FDA Food)
  2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 448) พ.ศ. 2566 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 5). (FDA Food)
  3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 เรื่อง ฉลากโภชนาการ. (FDA Food)
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแสดงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร. (FDA Food)
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ข้อความและคำเตือนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง. (Exfood)
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ระบบและแนวทางการตรวจสอบเลขผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่าน FDA Thai. (FDA Food)