วิธีรับประทานอาหารเสริมให้เหมาะสมและปลอดภัย

อาหารเสริมควรกินตอนไหน? ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือตอนท้องว่าง? และถ้ารับประทานหลายชนิด สามารถกินพร้อมกันได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่มีวิธีรับประทานแบบเดียวที่เหมาะกับอาหารเสริมทุกชนิด เพราะวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งด้านการดูดซึม ปริมาณที่เหมาะสม ปฏิกิริยากับอาหาร รวมถึงโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างอาหารเสริมกับยา

ดังนั้น ก่อนรับประทานอาหารเสริม สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการเลือกผลิตภัณฑ์ แต่ควรรู้ด้วยว่า ควรรับประทานอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวัง

ก่อนรับประทานอาหารเสริม เริ่มจากอ่านฉลาก

หลักง่ายที่สุดคือ อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีรับประทานที่ระบุไว้ก่อนเสมอ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบข้อมูลสำคัญบนฉลาก เช่น เลขสารบบอาหาร ส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ คำเตือน วันหมดอายุ และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค)

ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือจำนวนครั้งด้วยตนเองเพียงเพราะคิดว่า “กินมากน่าจะได้มากกว่า” เนื่องจากสารอาหารบางชนิดเมื่อได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ได้

โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารเสริมหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ควรตรวจสอบส่วนประกอบที่ซ้ำกันด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์ Multivitamin อาจมีวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิดอยู่แล้ว หากรับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดเดี่ยวเพิ่มเติม อาจทำให้ได้รับสารอาหารชนิดนั้นมากกว่าที่ตั้งใจ

อาหารเสริมควรกินตอนไหน?

เวลาในการรับประทานขึ้นอยู่กับชนิดของสารอาหาร สูตรผลิตภัณฑ์ และคำแนะนำบนฉลาก

ในหลายกรณี ความสม่ำเสมอในการรับประทานตามคำแนะนำมีความสำคัญกว่าการกำหนดว่าต้องเป็นเวลา 08.00 หรือ 12.00 น.

อย่างไรก็ตาม สารอาหารบางกลุ่มมีข้อพิจารณาเพิ่มเติม

วิตามินที่ละลายในไขมัน

วิตามิน A, D, E และ K จัดเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันในปริมาณเหมาะสมอาจช่วยการดูดซึมของวิตามินบางชนิดได้

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก NIH Office of Dietary Supplements ระบุว่า การมีไขมันอยู่ในทางเดินอาหารช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินดี แม้ว่าวิตามินดีจะยังสามารถถูกดูดซึมได้เมื่อไม่มีไขมันในมื้ออาหารก็ตาม (Office of Dietary Supplements)

จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารไขมันสูงเพื่อให้วิตามินดูดซึม เพียงรับประทานตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์และมีอาหารที่สมดุลก็เพียงพอในคนทั่วไป

วิตามินที่ละลายในน้ำ

วิตามินบีและวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิตามินทุกชนิดในกลุ่มนี้จะต้องรับประทานตอนท้องว่าง

หากผลิตภัณฑ์ระบุให้รับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร ควรปฏิบัติตามฉลาก โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกคลื่นไส้หรือระคายเคืองกระเพาะเมื่อรับประทานวิตามินบางชนิดขณะท้องว่าง

ดังนั้น การเหมารวมว่า “วิตามินละลายน้ำต้องกินก่อนอาหาร” จึงไม่ใช่หลักที่ควรใช้กับผลิตภัณฑ์ทุกสูตร

แร่ธาตุ

แร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม และสังกะสี มีรายละเอียดด้านการดูดซึมแตกต่างกัน และอาจเกิดปฏิกิริยากับสารอาหารหรือยาบางชนิด

นอกจากนี้ รูปแบบทางเคมีของแร่ธาตุในผลิตภัณฑ์ก็อาจแตกต่างกัน จึงไม่ควรกำหนดเวลาในการรับประทานจากชื่อแร่ธาตุเพียงอย่างเดียว

หากต้องรับประทานแร่ธาตุหลายชนิดในปริมาณสูง หรือรับประทานร่วมกับยา ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรว่าจำเป็นต้องแยกเวลาหรือไม่

ก่อนอาหาร หลังอาหาร และพร้อมอาหาร ต่างกันอย่างไร?

ข้อความบนฉลากมีความหมายและควรปฏิบัติตามให้ใกล้เคียงกับคำแนะนำของผลิตภัณฑ์

ก่อนอาหาร หมายถึงรับประทานก่อนมื้ออาหารตามช่วงเวลาที่ฉลากกำหนด

พร้อมอาหาร หมายถึงรับประทานในช่วงมื้ออาหาร ซึ่งอาจช่วยการดูดซึมของสารบางชนิด หรือช่วยลดอาการไม่สบายท้องจากผลิตภัณฑ์บางสูตร

หลังอาหาร หมายถึงรับประทานภายหลังมื้ออาหารตามคำแนะนำบนฉลาก

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์กับมื้ออาหาร ควรพิจารณาคำแนะนำเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างกฎขึ้นมาเองว่าต้องรับประทานก่อนหรือหลังอาหารเสมอ

อาหารเสริมหลายชนิด กินพร้อมกันได้ไหม?

บางชนิดสามารถรับประทานร่วมกันได้ แต่ ไม่ควรสรุปว่าอาหารเสริมทุกชนิดสามารถกินพร้อมกันได้ทั้งหมด

สิ่งที่ควรตรวจสอบมีทั้งปริมาณสารอาหารที่ซ้ำกัน การรบกวนการดูดซึม และปฏิกิริยาระหว่างสารต่าง ๆ

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ หากรับประทาน Multivitamin ร่วมกับวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดเดี่ยวอีกหลายรายการ ควรรวมปริมาณสารอาหารจากทุกผลิตภัณฑ์ก่อน เพื่อดูว่ามีสารใดได้รับซ้ำในปริมาณสูงหรือไม่

NIH ระบุว่าความเสี่ยงจากอาหารเสริมมีโอกาสเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ในขนาดสูง ใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดร่วมกัน หรือรับประทานร่วมกับยาบางชนิด (Office of Dietary Supplements)

ดังนั้น หากมีอาหารเสริมหลายกระปุกจนเริ่มจำไม่ได้ว่าแต่ละชนิดมีอะไรบ้าง วิธีที่ปลอดภัยกว่าการแบ่งเวลาด้วยตัวเอง คือรวบรวมฉลากของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแล้วให้แพทย์หรือเภสัชกรช่วยตรวจสอบ

อาหารเสริมกับยา ต้องระวังเป็นพิเศษ

เรื่องนี้สำคัญกว่าการถามว่าอาหารเสริมควรกินเช้าหรือเย็นเสียอีก

อาหารเสริมบางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงการดูดซึม การเผาผลาญ หรือการกำจัดยาออกจากร่างกาย ส่งผลให้ระดับยาหรือฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลงได้ (U.S. Food and Drug Administration)

ตัวอย่างที่มีข้อมูลชัดเจน ได้แก่ วิตามิน K ซึ่งอาจมีผลต่อการรักษาด้วย warfarin และสมุนไพร St. John’s wort ซึ่งมีปฏิกิริยากับยาหลายกลุ่ม (Office of Dietary Supplements)

จึงไม่ควรใช้กฎง่าย ๆ ว่า “แยกจากยา 2 ชั่วโมงแล้วปลอดภัยทุกอย่าง” เพราะปฏิกิริยาบางชนิดไม่ได้เกิดเฉพาะจากการแย่งกันดูดซึมในทางเดินอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์หรือกระบวนการเมแทบอลิซึมของยา

ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรถึงอาหารเสริม วิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ (U.S. Food and Drug Administration)

อย่าใช้คำว่า “ธรรมชาติ” แทนคำว่า “ปลอดภัย”

สารที่มาจากธรรมชาติสามารถออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้เช่นเดียวกัน และอาจเกิดปฏิกิริยากับยา โรคประจำตัว หรืออาหารเสริมชนิดอื่น

FDA ระบุชัดว่า การที่ผลิตภัณฑ์ใช้คำว่า “natural” ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะปลอดภัยสำหรับทุกคน (U.S. Food and Drug Administration)

จึงควรพิจารณาจากส่วนประกอบ ปริมาณ หลักฐานทางวิชาการ และข้อควรระวัง มากกว่าพิจารณาจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน?

ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่รับประทานยาประจำ ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด รวมถึงผู้ที่มีภาวะซึ่งอาจส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดยังอาจมีคำเตือนเฉพาะแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำเตือนบนฉลากทุกครั้ง โดยกฎหมายและข้อกำหนดของไทยกำหนดข้อความคำเตือนสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและส่วนประกอบบางประเภทไว้โดยเฉพาะ (FDA Food)

หากมีแผนผ่าตัด ควรแจ้งทีมรักษาว่ากำลังรับประทานอาหารเสริมอะไรอยู่ เพราะอาหารเสริมบางชนิดอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือการตอบสนองต่อการรักษาระหว่างการผ่าตัด (Office of Dietary Supplements)

ถ้าลืมรับประทานอาหารเสริม ควรทำอย่างไร?

วิธีจัดการขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของผลิตภัณฑ์ จึงควรตรวจสอบคำแนะนำบนฉลากหรือสอบถามบุคลากรทางการแพทย์

โดยทั่วไป ไม่ควรเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่าโดยอัตโนมัติเพื่อชดเชยครั้งที่ลืม หากไม่มีคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น

สำหรับอาหารเสริมที่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง การเลือกช่วงเวลาที่เข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น หลังอาหารเช้าหรือหลังอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง อาจช่วยให้รับประทานได้สม่ำเสมอมากขึ้น

รับประทานอาหารเสริมอย่างไรให้ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน?

หลักสำคัญสามารถจำได้ง่าย ๆ คือ

  1. อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีรับประทาน
  2. ตรวจสอบส่วนประกอบและปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
  3. ไม่เพิ่มขนาดรับประทานเองโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์
  4. ตรวจสอบสารอาหารที่ซ้ำกันเมื่อใช้หลายผลิตภัณฑ์
  5. แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากรับประทานยาประจำ
  6. อ่านคำเตือนและข้อห้ามของผลิตภัณฑ์
  7. หากเกิดอาการผิดปกติหลังเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้หยุดใช้และขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ตามความเหมาะสม

และที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีหน้าที่ เสริม การได้รับสารอาหาร ไม่ควรถูกใช้แทนอาหารที่หลากหลายหรือใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ FDA และ อย. ต่างเน้นหลักการนี้เช่นเดียวกัน (U.S. Food and Drug Administration)

สรุป

การรับประทานอาหารเสริมให้เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหา “เวลาที่ดีที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาชนิดของสารอาหาร รูปแบบผลิตภัณฑ์ ปริมาณ วิธีรับประทานบนฉลาก อาหารที่รับประทานร่วมกัน รวมถึงยาและอาหารเสริมชนิดอื่นที่ใช้อยู่

บางชนิดเหมาะกับการรับประทานพร้อมอาหาร บางชนิดมีข้อกำหนดเฉพาะ และบางชนิดจำเป็นต้องแยกจากยาหรือสารอาหารอื่น

ดังนั้น หลักที่ใช้ได้กับอาหารเสริมเกือบทุกชนิดคือ อ่านฉลากก่อนรับประทาน ไม่เพิ่มปริมาณเอง และตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างผลิตภัณฑ์เมื่อใช้หลายชนิดร่วมกัน

หากมีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ หรือจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมหลายชนิดพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อจัดวิธีรับประทานให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อาหารเสริมควรกินก่อนหรือหลังอาหาร?

ขึ้นอยู่กับชนิดและสูตรของผลิตภัณฑ์ ควรปฏิบัติตามวิธีรับประทานบนฉลากเป็นหลัก ไม่จำเป็นว่าอาหารเสริมทุกชนิดต้องรับประทานหลังอาหาร

วิตามินควรกินตอนเช้าหรือตอนเย็น?

ไม่มีหลักว่าตอนเช้าหรือตอนเย็นเหมาะกับวิตามินทุกชนิด ควรพิจารณาชนิดของวิตามิน ส่วนประกอบอื่นในสูตร และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์

อาหารเสริมหลายชนิดกินพร้อมกันได้หรือไม่?

บางชนิดสามารถรับประทานร่วมกันได้ แต่ควรตรวจสอบว่าส่วนประกอบซ้ำกันหรือมีปฏิกิริยาต่อกันหรือไม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด

รับประทานอาหารเสริมพร้อมยาได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและอาหารเสริม เนื่องจากอาหารเสริมบางชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยาได้ ผู้ที่รับประทานยาประจำควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

กินอาหารเสริมมากกว่าฉลากได้ไหม?

ไม่ควรเพิ่มปริมาณด้วยตนเอง การได้รับสารอาหารหรือสารออกฤทธิ์บางชนิดมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลไม่พึงประสงค์

อาหารเสริมใช้แทนอาหารได้ไหม?

โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมอาหารตามปกติ ไม่ควรใช้แทนการรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล เว้นแต่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารประเภทอื่นที่ออกแบบและมีข้อบ่งใช้เฉพาะ

References

  1. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Dietary Supplements: What You Need to Know.
  2. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Vitamin D – Health Professional Fact Sheet.
  3. U.S. Food and Drug Administration. FDA 101: Dietary Supplements.
  4. U.S. Food and Drug Administration. Mixing Medications and Dietary Supplements Can Endanger Your Health.
  5. U.S. Food and Drug Administration. Drug Interactions: What You Should Know.
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลและคำแนะนำสำหรับผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  7. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ข้อกำหนดและคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแสดงฉลากและคำเตือนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร