เตรียมตัวก่อนผ่ากระเพาะ ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก หรือ Metabolic and Bariatric Surgery ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เข้าห้องผ่าตัด แต่เริ่มตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวก่อนผ่า ทั้งการประเมินสุขภาพ การปรับโภชนาการ การตรวจภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ การจัดการโรคประจำตัว ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านพฤติกรรมและการใช้ชีวิตหลังผ่าตัด
แนวทางของ American Society for Metabolic and Bariatric Surgery (ASMBS) และ International Federation for the Surgery of Obesity and Metabolic Disorders (IFSO) ให้ความสำคัญกับการประเมินผู้เข้ารับการผ่าตัดโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะไม่ได้เปลี่ยนเพียงขนาดหรือการทำงานของระบบทางเดินอาหาร แต่ยังส่งผลต่อรูปแบบการรับประทานอาหาร ภาวะโภชนาการ และการดูแลสุขภาพในระยะยาวด้วย (ASMBS)
ดังนั้น การเตรียมตัวที่ดีจึงมีเป้าหมายสำคัญ 2 อย่าง คือ ลดความเสี่ยงระหว่างและหลังการผ่าตัด และ เตรียมร่างกายกับพฤติกรรมให้พร้อมสำหรับชีวิตหลังผ่ากระเพาะ
1. ตรวจสุขภาพและประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินสุขภาพอย่างละเอียดจากทีมรักษา ซึ่งอาจประกอบด้วยศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ อายุรแพทย์ นักกำหนดอาหาร และบุคลากรด้านสุขภาพอื่นตามความเหมาะสม
การประเมินไม่ได้พิจารณาเพียงน้ำหนักหรือ BMI แต่ยังครอบคลุมโรคประจำตัวและปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการผ่าตัด เช่น
- โรคเบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
- โรคตับ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA)
- ปัญหาด้านโภชนาการ
- ประวัติการใช้ยาและอาหารเสริม
- สุขภาพจิตและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
แนวทาง ASMBS/IFSO เน้นการประเมินแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ก่อนผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่จะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด (ASMBS)
การตรวจที่จำเป็นของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงควรยึดรายการตรวจที่โรงพยาบาลและแพทย์ผู้ดูแลกำหนดเป็นหลัก
2. ตรวจภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุก่อนผ่า
เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ผู้ที่มีภาวะอ้วนสามารถมีภาวะขาดสารอาหารบางชนิดอยู่ก่อนแล้ว แม้จะได้รับพลังงานจากอาหารมากก็ตาม
ดังนั้น การประเมินภาวะโภชนาการก่อนผ่าตัดจึงมีความสำคัญ
แนวทางด้านโภชนาการของ ASMBS แนะนำให้ประเมินสารอาหารสำคัญก่อนการผ่าตัดตามความเหมาะสม เช่น
- วิตามินบี 1 (Thiamine)
- วิตามินบี 12
- โฟเลต
- ธาตุเหล็กและ Ferritin
- วิตามินดี
- แคลเซียม
- รวมถึงสารอาหารอื่นตามชนิดการผ่าตัด ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล (ASMBS)
หากตรวจพบภาวะขาดสารอาหาร ควรได้รับการดูแลหรือแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนการผ่าตัด เพราะหลังผ่าตัดปริมาณอาหารที่รับประทานได้จะลดลง และการผ่าตัดบางประเภทอาจมีผลต่อการดูดซึมสารอาหารเพิ่มเติม
จึงไม่ควรรอให้ผ่าตัดเสร็จแล้วจึงเริ่มสนใจเรื่องวิตามินและแร่ธาตุ
3. ปรับอาหารก่อนผ่าตัด
ในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด ทีมรักษาอาจกำหนดให้รับประทานอาหารพลังงานต่ำหรือพลังงานต่ำมาก หรือที่บางโรงพยาบาลเรียกว่า Liver Shrinking Diet
เป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการลดน้ำหนัก แต่เพื่อช่วย ลดปริมาตรของตับและไขมันบริเวณช่องท้อง ทำให้ศัลยแพทย์เข้าถึงบริเวณกระเพาะอาหารได้สะดวกขึ้นระหว่างการผ่าตัด
แนวทาง ERAS สำหรับการผ่าตัด Bariatric ระบุว่า การใช้อาหารพลังงานต่ำหรือพลังงานต่ำมากประมาณ 2–4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าสามารถช่วยลดปริมาตรของตับได้ (PubMed Central (PMC))
อย่างไรก็ตาม รูปแบบอาหารและระยะเวลาที่ใช้แตกต่างกันได้ในแต่ละโรงพยาบาล
ไม่ควรจำกัดพลังงานอย่างรุนแรงด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือใช้ยาลดระดับน้ำตาล เพราะการลดปริมาณอาหารอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและจำเป็นต้องปรับยา (PubMed Central (PMC))
4. ให้ความสำคัญกับโปรตีน
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษามวลกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และกระบวนการฟื้นตัวของร่างกาย
ในช่วงเตรียมตัวก่อนผ่า นักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้ปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร โดยให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนคุณภาพดี เช่น
ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมและผลิตภัณฑ์จากนม หรือแหล่งโปรตีนจากพืชตามความเหมาะสม
ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมควรประเมินเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไต โรคตับ หรือโรคประจำตัวอื่น ไม่ควรกำหนดปริมาณโปรตีนสูงด้วยตนเองโดยไม่ประเมินภาวะสุขภาพก่อน
5. เริ่มฝึกพฤติกรรมการกินแบบหลังผ่าตั้งแต่ก่อนผ่า
หลังผ่ากระเพาะ วิธีรับประทานอาหารจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
ช่วงก่อนผ่าตัดจึงเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มฝึกพฤติกรรมใหม่ เช่น
รับประทานอาหารช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลดการรับประทานอาหารปริมาณมากในครั้งเดียว ลดเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง และฝึกวางแผนมื้ออาหารให้เป็นระบบ
ประโยชน์สำคัญของการฝึกก่อนผ่า คือเมื่อกลับบ้านหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่พร้อมกับการฟื้นตัวจากการผ่าตัด
แนวทางสากลจึงให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลและการให้คำปรึกษาก่อนผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจทั้งความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการ พฤติกรรม และการใช้ชีวิตในระยะยาว (PubMed Central (PMC))
6. งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรจัดการก่อนการผ่าตัด
แนวทาง ERAS แนะนำให้ หยุดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เนื่องจากการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ปัญหาระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อ และแผลบริเวณรอยต่อของทางเดินอาหารบางชนิดหลังการผ่าตัด Bariatric (PubMed Central (PMC))
หากหยุดเองได้ยาก สามารถปรึกษาแพทย์หรือคลินิกเลิกบุหรี่เพื่อวางแผนช่วยเลิกอย่างเหมาะสม
7. แจ้งยาและอาหารเสริมทุกชนิดที่ใช้อยู่
ก่อนผ่าตัดควรแจ้งทีมรักษาเกี่ยวกับ ยา วิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด ที่ใช้อยู่
ยาบางประเภทอาจต้องมีการปรับขนาดหรือหยุดชั่วคราวก่อนการผ่าตัด เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยารักษาเบาหวาน หรือยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดมยาสลบ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรบางชนิดก็อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือเกิดปฏิกิริยากับยาได้เช่นกัน
ไม่ควรหยุดยาประจำด้วยตนเอง
ระยะเวลาในการหยุดยาและอาหารเสริมแต่ละชนิดไม่เท่ากัน จึงควรใช้คำแนะนำจากศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก
8. ควบคุมโรคประจำตัวให้พร้อมก่อนผ่า
หากมีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวอื่น การควบคุมโรคให้เหมาะสมก่อนการผ่าตัดเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยง
โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อเข้าสู่ช่วงจำกัดพลังงานก่อนผ่าตัด ระดับน้ำตาลอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงอาจต้องตรวจระดับน้ำตาลถี่ขึ้นและปรับยาตามแพทย์สั่ง (PubMed Central (PMC))
อย่าปรับยาเบาหวานหรืออินซูลินด้วยตนเองเพียงเพราะรับประทานอาหารน้อยลง
9. ประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA พบได้ในผู้ที่มีโรคอ้วน และมีความสำคัญต่อการวางแผนดมยาสลบและการดูแลระบบหายใจหลังผ่าตัด
หากมีอาการ เช่น
กรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางคืน รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือมีคนสังเกตว่าหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัด
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัย OSA และใช้เครื่อง CPAP อยู่แล้ว ควรแจ้งทีมรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เครื่องอย่างต่อเนื่อง แนวทาง ERAS ให้ความสำคัญกับการใช้ CPAP ในผู้ป่วยที่มี OSA โดยเฉพาะในช่วงหลังการผ่าตัด (PubMed Central (PMC))
10. ออกกำลังกายเท่าที่ร่างกายทำได้
หากสุขภาพเอื้ออำนวย ช่วงก่อนผ่าตัดสามารถเริ่มเพิ่มกิจกรรมทางกายได้ เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายแบบแรงต้านในระดับที่เหมาะสม
เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนัก แต่เป็นการช่วยให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวและเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงฟื้นตัวหลังผ่าตัด
มีข้อมูลว่าการออกกำลังกายก่อนผ่าตัดอาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกายและระบบหายใจ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเฉพาะในผู้เข้ารับการผ่าตัด Bariatric ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดโปรแกรมเดียวสำหรับทุกคน (PubMed Central (PMC))
ผู้ที่มีโรคหัวใจ ปัญหาข้อเข่า หรือข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่
11. เตรียมความพร้อมด้านจิตใจและความคาดหวัง
การผ่ากระเพาะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอ้วน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังผ่าตัดแล้วจะไม่ต้องดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือพฤติกรรมสุขภาพอีก
หลังผ่าตัดยังจำเป็นต้องปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร ติดตามภาวะโภชนาการ รับวิตามินและแร่ธาตุตามคำแนะนำ ตรวจเลือดตามกำหนด และติดตามกับทีมรักษาอย่างต่อเนื่อง
การประเมินก่อนผ่าจึงอาจครอบคลุมสุขภาพจิต พฤติกรรมการกิน ภาวะกินผิดปกติ การใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด และความพร้อมในการปรับพฤติกรรมระยะยาวด้วย (ASMBS)
จุดประสงค์ไม่ใช่การ “สอบผ่านก่อนผ่า” แต่เพื่อค้นหาปัจจัยที่สามารถแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือได้ก่อนการผ่าตัด
12. เตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังผ่าตั้งแต่ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
ก่อนถึงวันผ่า ควรทำความเข้าใจกับแผนการดูแลหลังผ่าของโรงพยาบาลให้ชัดเจน เช่น
อาหารในแต่ละระยะหลังผ่าตัด การดื่มน้ำ เป้าหมายโปรตีน การใช้ยา การเริ่มวิตามินและแร่ธาตุ การดูแลแผล การเริ่มเดินและออกกำลังกาย รวมถึงกำหนดนัดติดตามและตรวจเลือด
การเตรียมของใช้และอาหารที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ช่วงกลับบ้านง่ายขึ้น เพราะในช่วงแรกควรให้ความสำคัญกับการพักฟื้นและการปรับตัวกับระบบทางเดินอาหารใหม่
ก่อนผ่ากระเพาะ ต้องงดน้ำงดอาหารกี่ชั่วโมง?
แนวทาง ERAS ระบุว่า ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้าม สามารถรับประทานอาหารมื้อเบาได้จนถึงประมาณ 6 ชั่วโมงก่อนการดมยาสลบ และของเหลวใสได้จนถึงประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนการดมยาสลบ (PubMed Central (PMC))
อย่างไรก็ตาม ในการผ่าตัดจริง ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของโรงพยาบาลและวิสัญญีแพทย์ที่ดูแลโดยตรง เพราะผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลางดอาหารแตกต่างออกไป
อย่าเปลี่ยนเวลางดน้ำหรืองดอาหารด้วยตนเองจากข้อมูลที่อ่านทางอินเทอร์เน็ต
สรุป เตรียมพร้อมก่อนผ่า เพื่อดูแลตัวเองได้ดีหลังผ่า
การเตรียมตัวก่อนผ่ากระเพาะไม่ได้หมายถึงเพียงการลดน้ำหนักก่อนเข้าห้องผ่าตัด แต่เป็นการเตรียมร่างกาย โภชนาการ โรคประจำตัว พฤติกรรม และความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตหลังผ่าตัดไปพร้อมกัน
สิ่งสำคัญที่ควรเตรียม ได้แก่ การตรวจสุขภาพและโรคประจำตัว ประเมินภาวะขาดสารอาหาร ปรับอาหารตามแผนของทีมรักษา งดสูบบุหรี่ ทบทวนยาและอาหารเสริม ประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และเรียนรู้รูปแบบการรับประทานอาหารหลังผ่าตัดล่วงหน้า
การผ่าตัดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนผลลัพธ์ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการติดตามรักษา โภชนาการ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการประเมินหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ เนื่องจากการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดอาจแตกต่างกันตามชนิดการผ่าตัด โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และแนวทางของแต่ละโรงพยาบาล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ก่อนผ่ากระเพาะต้องลดน้ำหนักก่อนหรือไม่?
แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารพลังงานต่ำในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด จุดประสงค์สำคัญคือช่วยลดปริมาตรของตับและช่วยให้การผ่าตัดสะดวกขึ้น ไม่ควรใช้วิธีอดอาหารหรือลดพลังงานอย่างรุนแรงด้วยตนเอง (PubMed Central (PMC))
ก่อนผ่ากระเพาะต้องตรวจวิตามินไหม?
ควรได้รับการประเมินภาวะโภชนาการก่อนผ่าตัด โดยแนวทาง ASMBS แนะนำการตรวจคัดกรองสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 12 โฟเลต ธาตุเหล็ก และวิตามินดี เป็นต้น รายการตรวจจริงควรพิจารณาตามชนิดการผ่าตัดและภาวะสุขภาพของแต่ละคน (ASMBS)
ก่อนผ่ากระเพาะกินวิตามินได้ไหม?
วิตามินหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจรับประทานได้ ขณะที่บางชนิดอาจต้องหยุดก่อนผ่าตัดตามคำแนะนำของทีมรักษา จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้อยู่ และไม่ควรหยุดหรือเริ่มอาหารเสริมด้วยตนเองก่อนการผ่าตัด
ต้องหยุดบุหรี่นานแค่ไหนก่อนผ่า?
แนวทาง ERAS แนะนำให้หยุดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด Bariatric เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด (PubMed Central (PMC))
ก่อนผ่าต้องออกกำลังกายไหม?
หากไม่มีข้อห้าม สามารถเพิ่มกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมเพื่อเตรียมสมรรถภาพร่างกายได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดโปรแกรม prehabilitation แบบเดียวสำหรับผู้ป่วย Bariatric ทุกคน (PubMed Central (PMC))
References
- Eisenberg D, et al. 2022 American Society for Metabolic and Bariatric Surgery (ASMBS) and International Federation for the Surgery of Obesity and Metabolic Disorders (IFSO): Indications for Metabolic and Bariatric Surgery. Surgery for Obesity and Related Diseases. 2022. (ASMBS)
- Mechanick JI, et al. Clinical Practice Guidelines for the Perioperative Nutrition, Metabolic, and Nonsurgical Support of Patients Undergoing Bariatric Procedures – 2019 Update. Surgery for Obesity and Related Diseases. 2020. (PubMed)
- Stenberg E, et al. Guidelines for Perioperative Care in Bariatric Surgery: Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) Society Recommendations: A 2021 Update. World Journal of Surgery. 2022;46:729–751. (PubMed)
- Parrott J, et al. ASMBS Integrated Health Nutritional Guidelines for the Surgical Weight Loss Patient: 2016 Update — Micronutrients. Surgery for Obesity and Related Diseases. 2017. (ASMBS)
